เข้ามาถึงสยามอย่างไร ตอนแรกๆที่เข้ามาก็ไม่ใช่สำหรับรากหญ้าอยู่แล้ว

เข้ามาถึงสยามอย่างไร ความเป็นมาของขี่ม้าโปโลประเทศไทย สำหรับในประเทศไทย

เข้ามาถึงสยามอย่างไร กีฬาโปโลเริ่มเข้ามาในสมัย ร. 6 แต่ก็ขีดวงจำกัดเฉพาะชนชั้นสูงและชาวต่างประเทศ เนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆโดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายในการซื้อและดูแลม้า ทำให้กีฬาชนิดนี้ค่อยๆเงียบหายไป

กระทั่งเมื่อ 15 ปีก่อน ได้มีการนำกีฬาชนิดนี้กลับมาให้เป็นที่รู้จักอีกครั้งด้วยการผลักดันของ วิชัย รักศรีอักษร ประธานบริหารกลุ่ม คิง เพาเวอร์ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจกระทั่งกีฬาโปโลได้รับการยอมรับ

มีการจัดตั้งเป็น สมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองจากกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และมีการบรรจุการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ. นครราชสีมา เมื่อปี 2550 มาแล้ว

นอกจากความสนุกสนานของกีฬาชนิดนี้แล้วสิ่งสำคัญที่กีฬาขี่ม้า โปโลกับผู้ที่เข้าไป สัมผัสซึมซับได้ ก็คือ สปิริตและน้ำใจ ของนักกีฬา เล่าถึงความหลังสักนิด

เนื่องจากกีฬาชนิดนี้ มีความเร็วสูง ทั้งต้องใช้ไม้ตีลูก ทำให้โอกาสที่ จะเกิดอุบัติเหตุ มีขึ้นง่ายๆ รวมถึงหากมี การกลั่นแกล้งกันในสนาม ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

และหากเกิดขึ้นจริงก็มีโอกาสได้รับบาดเจ็บสูง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นเพราะผู้เล่นทุกคนเคารพกติกาอย่างดี อาจมีเพียงกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย เป็นแค่ในเกมส์ หลังจบการแข่งขันก็จับมือกัน

ทั้งหมดเพียงอยากให้ท่านได้ลองสัมผัสดู แม้ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนก็มีคนสอน ให้จนกระทั่งเล่นเป็น สำหรับท่านที่ยังลังเลว่าจะเล่นดีหรือไม่เล่นดี ลองมาสัมผัสการแข่งขันประจำปี

เข้ามาถึงสยามอย่างไร

ซึ่งจะจัดการแข่งขันงานใหญ่ขึ้น 3 ครั้ง

คือ คิง เพาเวอร์ โกลด์ คัพ, แอมบาสเดอร์ คัพ และถ้วยใหญ่ประจำปี ไทยแลนด์ โปโล คิงส์คัพ ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเดือนมกราคมนี้โดยรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มกราคม 2553 นี้ กีฬาขี่ม้า

ณ สนามวีอาร์ สปอร์ตคลับ บางบ่อ เป็นการแข่งขันในระดับนานาชาติ ที่บางทีมก็เคยมาร่วมแข่งขันที่ประเทศไทยแล้ว เช่น บรูไน, มาเลเซีย, สิงคโปร์และบางชาติยังไม่เคยมาร่วมการแข่งขันที่เมืองไทย ยังไงก็ลองไปชมไปเชียร์กันดูก่อน

ที่สำคัญสำหรับลูกค้าของ คิง เพาเวอร์ จะได้รับสิทธิพิเศษ มากมาย โดยเฉพาะ การซื้อสินค้า ที่ราคาถูกกว่าเดิม ที่ คิง เพาเวอร์ จะไปเปิดบูธ จำหน่ายถึงสนาม รวมถึง รับของที่ระลึก อีกมากมายด้วย งานนี้พลาด ไม่ได้เด็ดขาด

ในเดือนสิงหาคม 2541 ด้วยความหลงใหล ในกีฬา ขี่ม้าโปโล ของคนไทย กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง “สมาคมขี่ม้าโปโล” ก็ถือกำเนิดขึ้น เพื่อจุดประสงค์หลัก ในการเผยแพร่ ให้ทัดเทียมกับประเทศต่างๆ

สมาคมฯ ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันภายในประเทศหรือการแข่งขันต่างประเทศก็ตาม และเป้าหมายในลำดับต่อไปของทางสมาคมฯ ดูบอลสด

ก็คือ การจัดการแข่งขันระหว่างประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้น ในลักษณะของการแข่งขันขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งในเบื้องต้นนี้ มีทีมจากประเทศมาเลเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ ตอบรับแนวคิดดังกล่าวนี้แล้ว

สำหรับการแข่งขันครั้งสำคัญซึ่งถือเป็นประวัติหน้าใหม่ของกีฬาขี่ม้า ของประเทศไทย ที่ทางสมาคมฯ เป็นผู้จัดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเมื่อ เดือนมกราคม 2545

โดยมีนักกีฬามือหนึ่ง ของประเทศอังกฤษ และนักกีฬามือหนึ่ง ของประเทศออสเตรเลีย มาร่วม การแข่งขันดังกล่าว ผลการแข่งขัน ปรากฏว่า ทีมชาติไทย ชนะทีมชาติเยอรมันนี ไปด้วยคะแนน 7 – 6

ส่วนการแข่งขัน ในต่างประเทศ ที่สำคัญนั้น เกิดขึ้น ในเดือนสิงหาคม 2545 และเดือนกรกฎาคม 2546 โดยสมาคมฯ ได้ส่งทีม ไปร่วมการแข่งขัน ที่ประเทศอังกฤษ

ซึ่งเป็นการแข่งขันกับทีมจากประเทศนอร์เวย์ และสมาคมฯ ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าชัยชนะ 2 ปีติดต่อกัน แต่การแข่งขันที่นับว่าเป็นการแข่งขันที่สำคัญที่สุด ที่นับได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติเยอรมันนี

ซึ่งผลการแข่งขัน ปรากฏว่า ทีมชาติไทย ชนะไปด้วยคะแนน 8 – 6 ซึ่งในครั้งนั้น ทางสมาคมฯ ได้รับเกียรติจากนักกีฬา หมายเลขหนึ่งของโลก,อโดลโฟ แคมคาเสีย เข้าร่วมการแข่งขัน ในทีมชาติไทยด้วย

เมื่อเดือนธันวาคม 2546 สมาคมฯ ได้รับอนุญาตจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เป็นสมาคมกีฬาที่ได้รับรองจาก กกท. และได้รับอนุญาตให้เป็น “สมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547

โดยทางสมาคมฯ วางเป้าหมายใหม่ในการที่จะพยายามผลักดันให้ ได้รับบรรจุ เป็นกีฬาหนึ่งในมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ การแข่งขันในครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญอันเปรียบเสมือนตัวชี้วัด ความพร้อมในพัฒนา ในประเทศไทย

เล่าถึงความหลังสักนิด จากความเป็นมาต่างๆมาสู่เรื่องราวที่แพร่หลายแบบนี้

เล่าถึงความหลังสักนิด หากย้อนตำนาน อาจมีความดุดันเข้ามาเจือปนเล็กน้อย

เล่าถึงความหลังสักนิด เมื่อว่ากันว่า กีฬาชนิดนี้ เริ่มต้น โดยการแข่งขัน ระหว่างชาวเปอร์เซีย กับชาวเติร์กโคมัน ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล แต่ผู้ที่ได้รับ การบันทึกว่า เป็นผู้นำกีฬาชนิดนี้ ไปเผยแพร่

คือชาวมองโกล ในยุคของ เจงกีสข่าน ที่พอรบได้ชัยชนะ ก็ทำการประหารเชลยศึก ด้วยการตัดศีรษะ แล้วนำศีรษะ ที่ถูกตัดไปตีเล่น จากนั้น จึงค่อยๆพัฒนาเรื่อยมา หลังจากผ่านโรคร้ายมาได้

กระทั่งกลายเป็นกีฬา บนหลังม้าแพร่หลาย ไปยังแถบเปอร์เซีย และดินแดน ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะ ในอินเดีย ที่พอชาวอังกฤษ ซึ่งเป็น เจ้าของอาณานิคม ได้มาพบเข้า ก็นำกลับไป เล่นบ้าง กระทั่งมี การก่อตั้ง เป็นสโมสรขึ้น และถูกเผยแพร่ ไปทั่วโลก

เท่าที่ สามารถตรวจพบ ในบันทึก ประวัติศาสตร์นั้น การขี่ม้า โปโล เริ่มขึ้น ประมาณ 2600 ปีก่อน ในอาณาจักรเปอร์เซีย โดยเริ่มแรก ลูกบอลที่ใช้เล่น จะทำด้วยหนังสัตว์

หลังจากนั้น ในยุคที่เผ่ามองโกลเรืองอำนาจ ก็ได้รุกรานไปในอาณาจักรต่างๆ และรับเอากีฬานี้ไว้ เพราะชาติมองโกล เป็นชาติที่ ขี่ม้าเก่งอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่ จะเล่นกีฬา ขี่ม้า โปโล แต่การเล่น กีฬาขี่ม้าโปโล ของชาวมองโกลนั้น จะดูโหดร้าย ทารุณกว่า

เพราะใช้ “หัวของนักโทษ หรือเชลยศึก” เป็นลูกบอลแทน ซึ่งจริงๆแล้ว ก็ไม่น่าจะ เป็นเรื่องแปลกอะไร มากมายหนัก เนื่องจาก ในยุคสงคราม ผู้เสียชีวิต ไม่เว้นแต่ละวัน อยู่แล้ว

เล่าถึงความหลังสักนิด

หลังจากนั้น ในยุคที่มีการล่าอาณานิคม

ทหารจากประเทศ ที่มาล่าอาณานิคม เหล่านี้ ก็เริ่มได้สัมผัสกีฬานี้ และนำกลับไป เล่นในบ้านเมือง ของตน มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยน ตลอดจน เพิ่มเติมกฎ – กติกา ที่ชัดเจน เป็นแบบแผนมากขึ้น จนกลายเป็นกีฬาโปโล ดังที่เห็น ในปัจจุบัน

สำหรับกีฬา ในประเทศไทย จากบันทึก ที่เชื่อถือได้พบว่า กีฬาประเภทนี้ เข้ามาในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งราชงวงศ์จักรี หรือเมื่อ ประมาณ 80 กว่าปีก่อน โดยเป็นการนำทีมอังกฤษ ที่ประจำ อยู่ที่เกาะปีนัง

(สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นทหารอังกฤษ ที่ประจำการ อยู่ที่เกาะปีนัง – ผู้เรียบเรียง) มาเล่นถวาย ต่อหน้าพระที่นั่ง จากนั่น ก็มีการก่อตั้งสโมสร ขี่ม้าตีคลี ในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมกีฬานี้ เป็นการเฉพาะ กีฬาขี่ม้า

แต่เป็นที่ น่าเสียดาย เป็นอย่างยิ่งที่ “โปโล” กลับกลาย เป็นกีฬา ที่นิยมกัน อยู่ในวงจำกัดเฉพาะ ชาวต่างชาติ ที่มาตั้งรกราก เพื่อทำธุรกิจ ในประเทศไทย และกลุ่ม ชนชั้นสูง ในสังคมเท่านั้น จนในที่สุด เมื่อประมาณ 50 กว่าปีก่อนหน้านี้

การดำเนิน การต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับกีฬาขี่ม้าโปโล ของสโมสรนี้ ก็ต้องล้มเลิกไป ด้วยอาจเป็น เพราะข้อจำกัดต่างๆ ของกีฬาโปโลเอง ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย ในการเลี้ยงดูม้า ความชำนาญ ในการขี่ม้า ของผู้เล่น กฎ – กติกา และปัจจัยอื่นๆ

ซึ่งล้วนแต่ ทำให้โปโล กลายเป็นกีฬาที่ ”แพง” และ “ยุ่งยาก” ในสายตาของคนทั่วไป ดังนั้น  กีฬาขี่ม้าโปโล จึงเสื่อมความนิยม เป็นลำดับ ซึ่งหาก เปรียบเทียบ กับประเทศอื่น ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว ความสนใจ และความนิยม ดูบอลสด

จะแตกต่าง จากประเทศเรา เป็นอย่างยิ่ง ส่วนการขี่ม้า โปโล หรือที่ใน อดีตเรา เรียกกันว่า “ตีคลี” นั้นได้รับความสนใจในวงแคบ จนแทบจะ กล่าวได้ว่า ความสนใจ ในกีฬาขี่ม้า โปโลนั้นเกือบจะเป็นศูนย์

หลังจากผ่านโรคร้ายมาได้ ก็สามารถที่จะกลับไปแข่งแบบเต็มตัวสักที

หลังจากผ่านโรคร้ายมาได้ นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย ละอ่อนเชียงใหม่

หลังจากผ่านโรคร้ายมาได้ “เจ้าบอม” เฮ ฝรั่งเศสเปิดสนามแข่งขี่ม้า อีเว้นติ้ง สัปดาห์หน้า สองนักขี่ม้า ทีมชาติไทย ชุดโอลิมปิก”โตเกียวเกมส์”

บอม-วีรภัฎ ปีฏกานนท์ และกรธวัช สำราญ เตรียมลงสนามแข่ง รายการที่ฝรั่งเศส หลังจาก ที่ติดโควิด ทุกอีเว้นต์ ยกเลิกการแข่งขัน ”บอม” เผย เป็นการควอลิฟายม้า สำรองรายการแรกของตน ในขณะที่ ”นัท-กรธวัช” นั้นควอลิฟาย สำรองแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว

นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ ชุดโอลิมปิก ”โตเกียวเกมส์” ที่เดินทางไปฝึกซ้อม และแข่งขัน สำรอง ”โตเกียวเกมส์” พร้อมกับ รุ่นน้องร่วมทีม ”นัท” กรธวัช สำราญ ที่ประเทศ ฝรั่งเศส

ตั้งแต่ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า หลังจากที่ เดินทางมาถึง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเตรียมแข่ง แต่ปรากฏว่าเกิด การแพร่ระบาด ของไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่สำหรับรากหญ้า

ส่งผลให้ การแข่งขัน ทุกรายการ ถูกยกเลิก ตนและกรธวัช จึงได้แต่ฝึกซ้อม อยู่ที่คอก ไม่สามารถออก ไปไหนได้ จนกระทั่ง สถานการณ์ เริ่มดีขึ้น ที่ฝรั่งเศส สามารถ ควบคุม การแพร่ระบาดมากขึ้น

เริ่มมี การปลดล็อก ให้กลับมา ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ รวมถึง การแข่งขัน ตามที่สหพันธ์ ขี่ม้า นานาชาติ ประกาศไว้ ว่าจะให้ กลับมาแข่งได้ ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม

แต่เป็น การแข่งขัน ที่ไม่มีการค้างคืน นักกีฬาแข่งเสร็จ ต้องเดินทาง กลับทันที ไม่มี การรับรางวัล ประเทศฝรั่งเศส จึงเริ่มจัด การแข่งขัน รายการแรก ในสัปดาห์หน้า

เป็นการแข่งขัน อีเวนติ้ง โดยแข่งที่ จาร์ดี้ ใกล้กับปารีส ซึ่งใช้เวลาเดินทาง จากคอกที่ ตนอยู่ประมาณ 2-3 ชม. จึงสามารถ ขนม้าไปกลับได้ โดยไม่ต้องนำม้า ไปพักไว้ที่ คอกของสนามแข่งขัน

หลังจากผ่านโรคร้ายมาได้

รายการนี้ เป็นแมตช์อินเตอร์ รายการแรก ในรอบปี ของฝรั่งเศส

ค่อนข้างตื่นเต้น เพราะห่างหาย จากการแข่งขัน มานานเกือบ 4 เดือน ที่เราต้อง ซ้อมเพียงอย่างเดียว พอกลับมา แข่งตื่นเต้น เล็กน้อย แต่ต้องแข่ง อย่างรอบคอบ ประมาทไม่ได้ กีฬาขี่ม้า

เพราะเป็น การแข่งควอลิฟาย ม้าสำรอง รายการแรก ของผม ส่วนนัทนั้น ควอลิฟาย ม้าสำรอง เรียบร้อยแล้ว เหลือผมกับมิ้น ที่ยังไม่ และต้องมา ให้จบภายในปีนี้ หรือต้นปีหน้า ตามรายการที่จัดให้ มีการแข่งขัน

โดยผมกับนัทจะขี่ม้า 2 ตามระเบียบ ที่กำหนดไว้ว่า จะแข่งได้คนละไม่เกิน 2 ตัว เราก็ต้องแข่งให้ครบ เพื่อเอาม้า ที่ทำผลงานดีที่สุด เพื่อเป็น ม้าสำรอง ในโอลิมปิก” ดูบอลสด

โดยนักกีฬาไทย ที่ได้โควตาด่านแรก ในประเภททีม อีเว้นติ้ง ประกอบด้วย “มิ้น” อาริย์ณัฏฐา ชวตานนท์ (ม้าโบลีนบาว์น ปรินซ์), “นัท” กรธวัช สำราญ (ม้าลูมมินอส),

“บอมบ์” (ม้าชาโต เดอ แวร์ซาย) และ “กั๊ม” ศุภณัฐ วรรณกุล (ม้าซาร์ ออฟ เฮอร์ ดรีมส์) มีนักกีฬาขี่ม้า ลูกหลานคนเมือง จาก เชียงใหม่ 2 คน ที่ติดเป็น ทีมชาติมี น้องบอมบ์-วีรภัฏ และ น้องกั้ม-ศุภณัฐ

ไม่ใช่สำหรับรากหญ้า เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งเวลาและทุนในการจะลงเล่นได้

ไม่ใช่สำหรับรากหญ้า ‘ขี่ม้า’ อิสระบนหลังอาชา ในรอบ 10 ปี

ไม่ใช่สำหรับรากหญ้า กีฬาขี่ม้าได้รับความนิยมที่มากขึ้น เพราะมีทั้งนักกีฬาและสนามแข่งและขี่ม้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปีนี้ มีนักกีฬาขี่ม้าไทย เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งในกีฬาโอลิมปิก ที่อังกฤษครั้งนี้ด้วย

มาดามตี้-ลดาริน นันทาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรีแอลเอ็น นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มาเธอร์แคร์และรองเท้าแบรนด์ดังฮอลส์เตอร์ จากออสเตรเลีย ด้วยตนเองหลงใหลในกีฬาขี่ม้ามาตั้งแต่เด็กๆ

ทำให้ลูกสาวคนโต น้องเกล้า-ลรินดา นันทาภิวัฒน์ ซึมซับและขี่ม้าตามคุณแม่ไปด้วย และจริงจังขึ้นเรื่อยๆ โดยน้องเกล้า เริ่มขี่ม้า ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ปัจจุบันอายุ 13 ปี และเคยฝึกซ้อม กับโค้ชชาวสวีเดนด้วย เข้ามาถึงสยามอย่างไร

คุณแม่ลดาริน เล่าว่า ลูกสาวอยาก เป็นนักกีฬา อยากลงแข่งขันแข่งม้า เพื่อเพิ่มประสบการณ์ เมื่อคุณแม่เห็น ความตั้งใจ จึงลงทุนซื้อม้า มาฝึกซ้อมเอง จำนวน 3 ตัว เป็นพันธุ์จากอังกฤษ 1 ตัว และจากเยอรมนี 2 ตัว

“กีฬาแข่งม้า ต้องอาศัยการฝึกซ้อม แม้น้องเกล้า จะยังไม่ได้ เป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ก็ต้องฝึกซ้อม เพื่อไต่ให้ไป ถึงระดับนั้น ในการแข่งขัน สนามเล็กๆ ในเมืองไทย

น้องเกล้า มุ่งมั่นอยากเป็น นักกีฬาแข่งม้าลีลา ก็ต้องซ้อมอย่างหนัก หากฝึกเยอะๆ การทำงาน ระหว่างม้า กับคนก็จะเชื่อมถึง กันได้ เข้าใจกัน ทั้งจังหวะและ คำสั่งการเก็บคะแนน ก็จะได้ผลที่ดี

ไม่ใช่สำหรับรากหญ้า

กีฬาขี่ม้าเป็นกีฬาที่พิเศษ แม้สามารถเล่นคนเดียวได้

แต่ประสาทระหว่าง “คน” กับ “ม้า” ต้องความเชื่อมต่อกันให้ได้ “เมื่อเรามีม้าเป็นของตัวเองแล้ว ต้องให้การดูแล สุขภาพม้าเป็นอย่างดี ควรให้อาหารเอง วันเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ กีฬาขี่ม้า

ตี้กับลูก ก็มาทำความสะอาดคอกม้า ด้วยตัวเอง เพื่อเชื่อม ความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับม้า ตี้อยากแนะนิดหนึ่งว่า เวลาเลือกซื้อม้ามาต้องคิดว่า ซื้อม้ามาเพื่ออะไร เพื่อแข่งหรือขี่เล่น

ถ้าซื้อมาแข่งต้อง ซื้อตัวที่ไม่ดื้อ ไม่แกล้งเรา และต้องเชื่อฟัง คำสั่งของผู้ขี่ ม้าต้องไม่เก่งเกินความสามารถของ ผู้ควบคุม แต่ละตัว มีราคาแพงมาก ยิ่งพันธุ์ดีๆ ตัวหนึ่งๆ ราคาไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ไปจนถึงหลัก 10 ล้านบาท เลือกม้าสวย ม้าเก่ง แต่เราคุมไม่อยู่ก็ไม่ได้”

ลดาริน บอกอีกว่า กีฬาขี่ม้า ค่อนข้าง ใช้ค่าใช้จ่ายมาก มีเงินซื้อม้าแล้ว ยังต้องนำ ม้ามาฝากเลี้ยงไว้ ที่สปอร์ตคลับ ให้คนมาดูแล และเช่าคอกม้า คิดเป็นรายเดือน เดือนละ 2 หมื่นบาท รวมทั้ง ต้องซื้อยา และหาอาหารเสริม ให้ม้ากินด้วย ดูแลตัดขนม้า เป็นอย่างดี

ไม่นับรวมค่าโค้ช ชาวต่างชาติ นักกีฬาทีมชาติ ชั่วโมงละ 2,000 บาท เวลานำม้า ไปแข่งที่ไหน ต้องออกค่าใช้จ่าย ในการขนย้ายม้า ไปยังสนามแข่งต่างๆ ล่วงหน้าก่อน 1 วัน

เพื่อทำ การฝึกซ้อม ให้ม้าชินกับ สนามแข่ง เวลานำม้า ลงแข่งก็ ต้องกลูมมิ่งถักเปีย ที่แผงขนคอม้าด้วย เรียกว่าทุกอย่าง มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดูบอลสด

ลดาริน บอกต่อว่า ข้อดีของกีฬาขี่ม้า คือ สอนให้ลูก มีความรับผิดชอบ เอื้อเฟื้อ มีเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง อีกทั้งช่วยด้านสมาธิ เวลาฝึกม้า ต้องมีสมาธิ ในการบังคับม้า ในทิศที่ผู้ขี่ ต้องการ

“ลูกมีทักษะโดยเฉพาะ การขี่แบบลีลา ลูกต้องมี ความละเอียดอ่อน ในการฝึกซ้อมม้า มีการสื่อ ถึงม้าที่ละเอียดอ่อน ต้องเข้าใจ สัญลักษณ์ และอุปนิสัยของม้า เพื่อเก็บคะแนนที่ดี ในการแข่งขัน

สิ่งสำคัญคือลูกเรียนรู้จากความผิดพลาดในการแข่ง ผิดแล้วต้องรู้จักปล่อยวาง สิ่งสำคัญคือปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น เวลานั่งอยู่บนหลังม้าก็ต้องรู้จักทรงตัวให้ดี

อกผาย หลังตรง กีฬาขี่ม้าดีตรงสามารถขี่คนเดียวได้ ไม่ต้องเล่นเป็นทีม และการจะเป็นนักกีฬาขี่ม้าที่ดี ต้องขยันฝึกซ้อม 6 วันต่อสัปดาห์ทีเดียว

“กีฬาขี่ม้าเหมาะกับเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจที่รักสัตว์ บางครั้งการขี่ม้าอาจเกิดอุบัติเหตุในการขี่ม้า เช่น ม้าพยศอาจทำให้เด็กตกม้าได้ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำใจและอย่าสปอยลูกมากเกิน” ลดาริน ทิ้งท้าย